ถ้าจะถามเพื่อนๆ ว่า มุมมองความรักของเพื่อนๆ เป็นเช่นไร? แน่นอนว่าแต่ละคนต่างก็มีมุมมองความรักที่แตกต่างกันออกไป "บางคนเลือกที่จะรัก เพราะรักทำให้ใจเป็นสุข ไม่โดดเดี่ยว และเหมือนยังมีอีกคนที่เกิดมาเพื่ออยู่ข้างๆ กัน บางคนเลือกที่จะรักด้วยใจ ไม่ใช่การครอบครอง เสมือนมิตรภาพเพียงคำว่าเพื่อน ที่ไม่ต้องเดินข้างกัน แต่สามารถเดินขนานกันไปก็เพียงพอแล้ว และบางคนเลือกที่จะหยุดรัก เพื่อเปิดโอกาสให้กับตัวเอง ได้เจอกับสิ่งที่เรียกว่า "รักแท้".....
มีบางคนเคยเปรียบความรักเป็นหนังสือสักเล่มหนึ่ง และให้มุมมองความรักไว้ว่า "...อย่าเพิ่งตัดสินหนังสือว่าดี แค่ปกสวยๆ ....คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลย ใช่ว่าจะมีหนังสือเล่มแรกที่ชอบไม่ได้ .....อย่าตกใจเมื่ออ่านหนังสือระดับ Best Seller แล้วไม่ชอบ และสิ่งที่สำคัญที่สุด...อย่าเสียดายเวลา ถ้าอ่านหนังสือบางเล่มจบแล้วพบว่า...ไม่ใช่แบบที่เราชอบ แต่จงอ่านต่อไป...จนกว่าจะเจอ "หนังสือของตัวเอง"
นิยามความรักเหล่านั้นช่างซาบซึ้งกินใจนู๋นิจริงๆ เพราะมันโดนใจเอามากๆ เลย เพียงแค่หน้าปกหนังสืเพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอที่จะบอกเนื้อหาที่แท้จริงได้ เช่นเดียวกับความรัก..อย่ามองเพียงผิวเผิน แต่จงมองให้ลึกถึงเนื้อใน เราอาจจะเจอรักแท้โดยที่เราอาจไม่ทันรู้ตัวก็ได้นะ จากนิยามความรักข้างต้น ก็เป็นสิ่งบ่งบอกได้ระดับหนึ่งว่า ความรักของคนเรามีหลายรูปแบบ ทั้งรักหวาน รักขม รักคุด หรือแม้แต่รักเศร้าๆ ก็เกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา แต่ถ้าเราเจอกับสถานการณ์ความรักบูดๆ เบี้ยวๆ แล้วละก็...ลองเปลี่ยนมุมมองความรักเสียใหม่ มองโลกทั้งใบในด้านดีๆ บ้าง เราก็คงใช้คำว่ารักได้อย่างมีคุณค่าแล้ว แต่ถ้าตอนนี้ใครกำลังประสบกับความรักแบบเศร้าๆ อยู่ วันนี้นู๋นิก็มีเรื่องราวดีๆ ที่ได้อ่านมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง พอนู๋นิอ่านปุ๊บ...มันทำให้รู้เลยว่าความรักไม่ได้มีแค่ด้านเดียว ไม่ได้หวานเลี้ยนแบบมดยังอาย และไม่ได้ทำให้เราเหงาตายหากขาดมัน ก่อนอื่นนู๋นิขอเกริ่นนิดหน่อยนะคะ เรื่องราวที่นำมาเล่าสู่กันฟังนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ "มองโลกในแง่เหงา" ของ เจ้าชายน้อย นู๋นิขอรับประกันเลยค่ะว่าหากได้อ่านแล้ว จะได้มุมมองความรักแบบใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน หูฟังข้างที่รอ
 ชายหนุ่มมักไปไหนมาไหนกับวอล์คแมนสีดำเครื่องเก่าเสมอ ไม่เพลงรักหวาน ก็เพลงร๊อคหนัก บางทีก็เพลงเพื่อชีวิต ที่ทั้งสวย ทั้งเศร้า บ่อยครั้งเป็นเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีแปลกหู บางวันเลยไปเป็นเพลงเก่าอมตะที่ใช้คำแบบหาไม่ได้อีกแล้ว
เขาฟังมันทุกที่ บนรถประจำทาง ข้างถนน ริมทะเล ในร้านอาหาร บนโต๊ะทำงาน ในห้องสมุด ในห้างสรรพสินค้า สนามหญ้า บนเตียงนอน... ชายหนุ่มคิดเอาเองว่าตัวเองเป็นคนที่มีซาวนด์แทรคแบบในหนัง ปรากฏกายพร้อมเพลงประจำตัวในฉากสวยงาม มันชวนให้รู้สึกฮึกเหิมต่อชีวิตที่ได้เป็นแบบนั้น หูฟังมีสองข้าง เขาคิดว่าน่าจะมีใครมาแบ่งหูฟังข้างที่เหลือไปจากเขา....แต่ก็ไม่เคยมี ...จริงอยู่ที่การฟังเพลงด้วยหูข้างเดียวทำให้เวียนหัว และรับอรรถรสเพลงไม่ครบถ้วน แต่ถ้ามีใครนั่งเอาหลังชนกันและฟังอยู่ด้วย เพลงก็คงเพราะขึ้นกว่าครั้งไหนๆ และมันคุ้มค่าที่จะทำ แต่ไม่เคยมีใครมาร่วมใช้หูฟังข้างนั้นกับเขา เพราะเขาไม่เคยถอดหูฟังออกแล้วคุยกับคนอื่นๆ อย่าว่าแต่คนที่จะมาร่วมฟังเลย เพื่อนสักคนแทบไม่มี ดังนั้นเขาจึงถอดหูฟังออก และฟังเสียงของเพื่อนๆ เล่าเรื่องสนุกสนาน เสียงของสายลมที่พัดผ่านต้นหญ้า เสียงหัวเราะของเด็กน้อย และเสียงเขาร้องเรียกชื่อเธอ มันเพราะกว่าเพลงไหนๆ แต่เธอบอกว่า....การฟังเพลงด้วยหูฟังเพียงข้างเดียวนั้นทำร้าย เหมือนความรักที่มากไป เธอบอกว่าหูฟังข้างเดียวไม่เพราะเอาเสียเลย และยังรำคาญที่ต้องคอยระวังเวลาหันหน้าไปคนละทาง เขาเศร้าโศกเสียใจ และกลับมาฟังเพลงด้วยหูทั้งสองข้าง โดยไม่มีหัวใจมาเกี่ยวข้องอีกครั้ง แล้วในวันหนึ่ง....เขาถอดหูฟังออกทั้งหมด นิ่งฟังเสียงหัวใจอันเปลี่ยวเหงาเล็กลีบของตัวเอง และตัดสินใจ... บัดนี้เขาฟังเพลงเมื่อเขาอยากจะฟัง และเก็บหูฟังเมื่อจะฟังเพลงอื่นๆ ที่เขาหาซื้อไม่ได้ ต้องใช้หัวใจเท่านั้น เขาจึงไปซื้อแจ๊คแบบใหม่มา...แบบที่สามารถต่อหูฟังสองอันเข้าในวอล์คแมนเครื่องเดียวได้ และตอนนี้…ก็มีหูฟังข้างที่รออีกคู่ อุ่นอยู่ในกระเป๋า รอให้ทราวน์ดแทรคของชีวิตบรรเลงเป็นเพลงรักที่ลอยมาตามลม ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ ที่ได้จากหนังสือ “มองโลกในแง่เหงา” ของเจ้าชายน้อย สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เราเห็นมุมมองความรัก ก็คือ ถ้าเราลองมองไปรอบๆ ออกจากกรอบเดิมๆ แล้วหันมามองคนรอบกายเสียบ้าง เราอาจจะได้พบกับสิ่งที่เรากำลังค้นหาอยู่ก็ได้นะ เรื่องราวอาจจะดูเศร้าๆ ไปสักหน่อย...แต่ถ้าเรามองโลกในแง่เหงาบ้าง ก็คงจะดีไม่น้อยเลยเนอะ......
|